พิพิธภัณฑ์มาซุโนะซูชิ

มาสุ คือ ปลาเทราต์
ますのすしミュージアム

มาสุโนะซูชิ ก็คือ ซูชิปลาเทราต์

.

เรามาถึงพิพิธภัณฑ์ในช่วงเกือบๆ เที่ยง ตั้งใจว่าดูพิพิธภัณฑ์เสร็จจะกินซูชิปลาเทราต์เป็นมื้อเที่ยงต่อ พอเดินเข้าไปก็เจอเข้ากับโซนขายเบนโตะก่อนเลย หลักๆ ก็มาสุโนะซูชิของมินาโมโตะ (ชื่อบริษัท) นั่นแหละ เขามีขายหลายเกรด ราคาก็หลายระดับ แต่โดยรวมก็ค่อนข้างแพงอยู่นะ แต่ก็เอาเถอะ มาลองลิ้มรสชาติระดับตำนานกันสักตั้ง เพราะนี่คือเจ้าแรกในตำนานของซูชิปลาเทราต์แห่งโทยามะ

พิพิธภัณฑ์มาซุโนะซูชิ

มินาโมโตะเริ่มต้นทำมาสุโนะซูชิขายก่อนใครเพื่อนมาตั้งแต่ปีเมจิที่ 45 หรือปี 1912 ถึงตอนนี้ก็ราว 105 ปีแล้ว พูดถึงมิยาโมโตะนี่ ก็ถือเป็นหนึ่งในแบนด์อาหารเก่าแก่ระดับตำนานของญี่ปุ่น มิยาโมโตะเริ่มต้นจากการเปิดร้านอาหารและเรียวกังมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ภายหลังจากที่รถไฟเริ่มเข้ามาในโทยามะช่วงเมจิ มิยาโมโตะที่เปิดร้านอาหารอยู่ใกล้ๆ ก็ทำเบนโตะรถไฟหรือที่เรียกกันว่า เอิเบน ไปขายที่สถานี ปรากฏว่าคงจะขายดีเว่อร์ จนตอนหลังมิยาโมโตะก็กันมาจับธุรกิจข้าวกล่องรถไฟอย่างเต็มตัว โดยมีมาสุโนะซูชินี่แหละ เป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จ

พิพิธภัณฑ์มาซุโนะซูชิ

น้องคนนี้ชื่อมาสุมารุ เป็นมาสคอตของมินาโมโตะ พอเอามาสุโนะซูชิมาวางไว้บนหัวแบบนี้ ดูหลอนนิดๆ เนอะ

พิพิธภัณฑ์มาซุโนะซูชิ

มาสุโนะซูชิ เป็นซูชิประเภท โอสุซูชิ แปลเป็นไทยก็คือซูชิแบบที่ต้องใช้แรงกด เวลาที่เห็นซูชิทรงเหลี่ยมๆ ก็เข้าข่ายโอสุซูชินี่แหละ มาสุโนะซูชิของแท้ ต้องเป็นซากุระมาสุหรือปลาเทราต์ซากุระจากแม่น้ำจินสุกาวะเท่านั้น โดยจะคัดปลาเทราต์ที่มีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 3 กิโลมาทำ

มาสุโนะซูชิถือเป็นวิธีการถนอมอาหารแบบหนึ่ง สามารถเก็บไว้กินได้ประมาณ 2-3 วัน เทคนิคการทำมาสุโนะซูชิแบบดั้งเดิมของที่นี่ ทางมินาโมโตะเขาโม้ให้ฟังว่า กว่าที่จะปล่อยให้เชฟลงมือทำเองได้ ต้องอาศัยระยะเวลาฝึกฝนนานถึง 5 ปี เพราะวิธีการค่อนข้างพิถีพิถันและแน่นอนว่าเป็นความลับ ต้องเรียนรู้เรื่องเทคนิคการแล่ อุณหภูมิ ความชื้น และสัดส่วนของการใช้เกลือและน้ำส้มสายชูในการหมัก เพราะแต่ละส่วนของปลาจะใช้ปริมาณเกลือไม่เท่ากัน การแช่น้ำส้มสายชูก็เช่นกัน ปลาเทราต์ที่โดนน้ำส้มสายชูจะกลายเป็นสีชมพูสวย จากนั้นก็จะนำไปจัดวางบนหน้าข้าว ห่อไว้ด้วยใบไผ่ที่บรรจุอยู่ภายในกล่องทรงกลมอีกที จากนั้นก็ปิดผนึกแล้วเอาก้อนหินหนักๆ ทับไว้

เทคนิคที่เล่าไปเป็นเทคนิคดั้งเดิม เขามีโชว์ของจริงให้ดูที่นี่ด้วย แต่ถ้ามาไม่ทันได้ดู ก็แวะไปดูในส่วนของโรงงานด้านในได้ อันนี้เปิดตลอด ซึ่งในส่วนที่เขาเปิดให้เราดู คือตอนบรรจุซูชิในใส่กล่องแล้วห่อไว้ด้วยใบไผ่

.

ส่องเบื้องหลังจนหิวได้ที่ก็แวะไปกินของจริง

ในมิวเซียมแห่งนี้ มีส่วนของร้านอาหารที่ใหญ่เว่อร์ยังกะโรงอาหารให้ใช้บริการด้วย

มาสุโนะเซ็ตเล็กๆ ที่เราสั่งไป หน้าตาดูดีเหมือนขนมเค้กที่ถูกตัดแบ่งมาเป็นชิ้นสามเหลี่ยม รองด้วยใบไผ่ ดูดีมีชาติตระกูล ส่วนเรื่องรสชาติ ส่วนตัวไม่ถึงกับโปรดปราน แต่ชอบกลิ่นรสเค็มๆ มันๆ ของปลาเทราต์กับข้าวรสเปรี้ยวอมหวานที่เป็นข้าวจากท้องนาในจังหวัด มันเข้ากันดี ไปกันได้กับชาร้อนๆ รู้สึกเหมือนกำลังกินของว่างยามบ่ายมากกว่าจะเป็นอาการหนักท้อง

พิพิธภัณฑ์มาซุโนะซูชิ

ในส่วนของมิวเซียมยังไม่หมดแค่นี้

ก่อนจะมาโทยามะ เราปักหมุดหมายที่อยากจะไปมากๆ ไว้ไม่กี่ที่ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือหนึ่งในนั้น

แม้มาสุโนะซูชิจะเป็นพระเอกของงาน ทว่าสิ่งที่กระตุ้นความสนใจเรามากกว่า คือพระรองอย่างกล่องข้าวน้อย

ที่นี่มีมุมกล่องข้าวเก่าที่รวบรวมเอาดีไซน์ของกล่องข้าวตั้งแต่สมัยเอโดะมาจนถึงโชวะ

พิพิธภัณฑ์มาซุโนะซูชิ

สำหรับคนรักเอกิเบน น่าจะถูกใจที่ได้เห็นวิวัฒนาการของกล่องข้าวตั้งแต่เมื่อ 300 กว่าปีที่แล้ว ทั้งแปลกตาและหาดูยาก วัสดุก็หลากหลาย ตั้งแต่กระเบื้องเคลือบ กล่องไม้ กล่องเหล็ก กล่องกระดาษ ฯลฯ

พิพิธภัณฑ์มาซุโนะซูชิ

แต่ส่วนที่เราชอบมากๆ คือโซนกราฟิกบนข้าวกล่องรถไฟที่เขาจัดแสดงไว้ให้ชมตั้งแต่สมัยเมจิจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะงานดีไซน์แปลกตาในยุคโชวะนี่ ดูสนุกและมีเสน่ห์มากจน

พิพิธภัณฑ์มาซุโนะซูชิ

โอเคสรุป เอาเข้าจริง มิวเซียมแห่งนี้ จะว่าไปมันก็เป็นมิวเซียมส่งเสริมการขายของมานาโมโตะน่ะนะ รวมๆ แล้ว มันก็ไม่ได้มีอะไรให้ดูเยอะแยะนักหรอก ก็ดูฟรีน่ะ ในส่วนของซูชิปลาเทราต์ก็ประมาณนึง โซนกล่องข้าวก็ประมาณนึง แต่ถ้าเป็นคนที่รักงานดีไซน์กล่องข้าวแบบญี่ปุ่น หลงใหลในสเน่ห์ของข้าวกล่องรถไฟ น่าจะถูกใจโซนกล่องข้าวน้อยของที่นี้ไม่น้อย

พิพิธภัณฑ์มาซุโนะซูชิ

พิพิธภัณฑ์มาซุโนะซูชิ

ข้อมูล

Minamoto Masu no Sushi Museum

เข้าชมฟรี

09.00-17.00 น.

ไม่มีหวันหยุด

http://www.minamoto.co.jp/museum/part/projection-booth

LINEで送る
Pocket

スポンサーリンク

コメントを残す